เป้าหมายแรกคือ “ติดหน้าแรก”

หากคุณลอง serach คำว่า ครีมหน้าขาว ใน google จะสังเกตุเห็นว่า ผลลัพธ์ของการค้นหาถูกแบ่งของเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกได้แก่ เว็บไซต์ที่จ่ายเงินให้กับ google เพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา เว็บไซต์เหล่านี้จะมีป้ายเล็กๆ สีเขียวๆ ที่เขียนว่า “Ad” อยู่ข้างหน้า ในปัจจุบัน google กันพื้นที่ 4 อันดับแรก และ 3 อันดับสุดท้ายของหน้าแรก เอาไว้ให้กับเว็บไซต์ที่จ่ายเงินซื้อ Ad ก่อน

ดังนั้น พื้นที่ตรงกลางที่เหลือในหน้าแรก จึงเป็นพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ประเภทที่สอง ที่เป็นผลลัพธ์ของการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนี้จริงๆ (คีย์เวิร์ดคือคำว่า ครีมหน้าขาว) ซึ่งเว็บไซต์ที่โชว์จะเป็นเว็บไซต์ที่ google คัดกรองมาแล้วและ เห็นว่า ว่ามีเนื้อหาใกล้เคียง สอดคล้องกับคำค้นหาที่ใส่ลงมามากที่สุด

พื้นที่ตรงกลางของหน้าแรกจึงมีความสำคัญมากๆ เพราะเป็นพื้นที่ๆ เจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา แต่หากเว็บไซต์ของเราสามารถเข้าไปแสดงผลอยู่ในพื้นที่นี้ ก็มีโอกาสที่คนดูจะคลิ๊กเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งหมายถึงโอกาสที่เพิ่มขึ้นของการทำยอดขายในท้ายที่สุดด้วย

เป้าหมายอันดับแรกสำหรับการทำ SEO ที่พูดถึงกัน ก็คือการทำให้เว็บไซต์ของเรา ไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ตรงกลางของหน้าแรกนี่แหละครับ

ตัวอย่างผลการค้นหา ในหน้าแรกของ Google
ผลการค้นหาที่ปรากฎในหน้าแรกของ Google แบ่งเป็น ส่วนที่มาจากการซื้อโฆษณา และส่วนที่้เป็น SEO

แต่ของทุกอย่างในโลกนี้ ถ้าดีจริงๆ ก็มักจะไม่ได้มาง่ายๆ หรือไม่มีทางที่จะได้มาฟรีๆ อยู่แล้ว การทำ SEO ก็เช่นกัน

การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จนอกจากจต้องใช้เวลาแล้วยังต้องใช้ความพยายามและต้องมีการสำเร็จและปรับแต่งอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถือว่าคุ่มค่าเพราะผลลัพธ์ได้มีความยั่งยืนกว่า และอาจใช้งบประมาณได้คุ้มค่ากว่าการซื้อโฆษณาในระยะยาว

จากตัวอย่างข้างต้น การจะทำให้เว็บไซต์ของเราไปแสดงในอันดับต้นๆ ของพื้นที่ตรงกลางของหน้าแรกก็ไม่ง่ายนัก เพราะคนที่ขายครีมหน้าขาวเหมือนกัน หรือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันต่างก็อยากที่จะให้เว็บไซต์ของตัวเองขึ้นแสดงผลในหน้าแรกก่อน เพื่อให้คนดูได้เห็นก่อนเหมือนกัน ซึ่งจำนวนของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดใช้ค้นหาก็มีจำนวนไม่น้อยเลย อาจจะมีเป็นหลักร้อยจนไปถึงหลักล้าน ! ขึ้นอยู่กับว่าคีย์เวิร์ดใช้ค้นหาในตอนนั้นมีความเฉพาะจำจงแค่ไหน (จะเห็นว่าในกรณีของคำว่า "ครีมหน้าขาว" จำนวนเว็บไซต์ที่ Google หามาได้ก็ปาเข้าไป 1,330,000 เว็บแล้ว)

ดังนั้นเว็บไซต์ที่อยากจะติดแสดงผลหน้าแรกแบบไม่เสียเงินก็ต้องวัดกันครับ

เกณฑ์ที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์

เพื่อที่จะเข้าใจว่า Google ติดสินอย่างไรว่าเว็บไซต์ไหนควรจะถูกนำมาแสดงในหน้าแรก ขอให้เรามาทำความเข้าใจการทำงานของ Google กันก่อน

Google รวมทั้ง Search engine ตัวอื่นๆ จะทำหน้าที่สำคัญๆ อยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง ทำการไล่เก็บรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ (crawling) และจัดอันดับ (indexing) เก็บเอาไว้ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่กระจายกันอยู่ทั่วโลก, และสอง ทำการแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาตามคำค้นนั้นๆ ออกมาเป็นลำดับรายการ โดยจัดลำดับตามเว็บไซต์ที่ seach engine คิดว่ามีเนื้อหาตรงกับคำค้น (relevance) และเป็นเนื้อหาที่กำลังเป็นที่พูดถึงหรือเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนั้น (popularity)

Google พิจารณา ตรวจสอบ เนื้อหาและความนิยมของเว็บไซต์นั้นด้วยระบบที่มีกระบวนการคิดคำนวณ (อัลกอลิทึม – Algorithm) ที่ออกแบบเอาไว้โดยเฉพาะ ซึ่งมีเงื่อนไข หรือตัวแปร (factor) ที่ถูกนำมาใช้พิจารณาอยู่ราวๆ 200 กว่าตัวแปร

Google WebMaster Guideline

Google ถือว่า อัลกอลิทึมรวมทั้งตัวแปรที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์เป็นความลับทางธุรกิจ จึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดตรงส่วนนี้ออกมามากนัก

อย่างไรก็ตาม Google ได้ให้ แนวทาง อย่างเป็นทางการเอาไว้ ว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้เว็บไซต์อยู่ในเกณฑ์และมีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดี โดย Google ลงเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางที่ว่านี้ใน Google Webmaster Guideline ซึ่งผมขอสรุปออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้

  1. ลงทะเบียนเว็บไซต์เพื่อให้ Google รู้จักด้วย Google Search Console (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Google Webmaster)
  2. ทุกๆ หน้าของเว็บไซต์ควรจะต้องสามารถเข้าถึงได้ด้วย link อย่างน้อยหนึ่ง link
  3. มี sitemap ที่ประกอบด้วยรายการของหน้าแต่ละหน้า โดยรายการแต่ละรายการสามารถที่จะ link ไปยังหน้านั้นๆ ได้ แล้ว submit ไฟล์ sitemap ไปที่ Google ด้วย Google Search Console
  4. ใส่ข้อมูลที่เหมาะสมลงใน Titie tag และ alt tag เสมอ เราแนะนำว่าข้อมูลที่ใส่ลงใน Title tag ควรจะประกอบด้วยคีย์เวิร์ดที่เป็นเป้าหมายในการโปรโมตเว็บไซต์ของคุณลงไปด้วย ส่วนข้อมูลที่ใส่ลงไปใน alt tag ก็ควรเป็นข้อมูลที่บ่งบอกเกี่ยวกับรูปภาพนั้นๆ ถ้าจะให้ดีก็ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นด้วย
  5. เว็บไซต์ที่ Google แนะนำควรมีเนื้อหาในลักษณะต่อไปนี้
    • เป็นเนื้อหาที่ทำขึ้นสำหรับ “คนดู” ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ ไม่ใช้เนื้อหาที่ทำขึ้นสำหรับ search engine
    • ไม่เป็นเนื้อหาเข้าข่ายการหลอกลวง
    • พยายามทำเนื้อหาที่มีประโยชน์ แตกต่างจากเนื้อหาที่มีอยู่ในเว็บอื่นๆ แนะนำว่าควรเป็นเนื้อหาที่คุณคิดเอง ไม่ลอกที่อื่นมาจะดีที่สุด
    • ไม่พยายามที่จะทำการหลอก Google Bot ไม่ว่าจะเป็นการทำ Cloaking, Link Sheme, Scraped content หรือด้วยวิธีการใดก็ตาม Google มองว่าเว็บไซต์ที่พยายามหลอก Google Bot นั้นเป็นส่วนมากเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นเว็บไซต์ที่เข้าข่ายของการหลอกลวง

Note: สำหรับลูกค้าของ Goldenduck Studio ก็ไม่ต้องกังวลตรงจุดนี้ เพราะเราได้จัดการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เป็นไปตามข้อแนะนำของ Google web master ตรงส่วนนี้ทั้งหมดแล้ว ลูกค้าแค่โฟกัสในส่วนของ เนื้อหาของเว็บไซต์ที่ต้องสะท้อนตัวตนของสินค้าและบริการ และการกำหนดคีย์เวิร์ดหรือคำค้นที่จะใส่ลงไปในเนื้อหาภายในเว็บ เพื่อให้สอดคล้องกับคำค้นที่ลูกค้าของเราทำการค้นหาอยู่จริงๆ

อย่างไรก็ตาม Guideline ข้างต้นเป็นเพียงหลักการเบื้องต้น ที่ทำให้เว็บไซต์ของเราผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ Google เท่านั้น

มีการทำวิจัยจากนักการตลาดสายดิจิตอลหลายหลายสถาบัน เพื่อที่จะศึกษาและทำความเข้าใจกับการทำงานและอัลกอลิทึมของ Google เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการจัดอันดับเว็บไซต์ของ google ให้ได้มากที่สุด

ในตอนหน้าเราจะมาดูกันว่า นอกจาก Guideline ที่ Google แนะนำมาข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยไหนบ้างที่จะสามารถเพิ่ม โอกาสในการทำอันดับให้ดีขึ้นได้อีกบ้าง ... โปรดติดตามต่อตอนต่อไปครับ