คนที่เข้าดูเว็บจากมือถือ ควรจะคาดหวังอะไรที่มันดีกว่าการที่ต้องมาขยาย ซูม บนหน้าเว็บที่ถูกบีบให้เล็กจนมองแทบไม่เห็น

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของวงการการพัฒนาเว็บไซต์ ที่มีผลกระทบไปถึงวงการโฆษณาทางสื่อดิจิตอลด้วย

นักพัฒนาเว็บไซต์รวมทั้ง องค์กรที่กำหนดมาตรฐานของเทคโนโลยีเว็บต่างๆ จึงร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานของ Responsive Design เพื่อให้สามารถแสดงผลหน้าเว็บให้ได้ทุกหน้าจอ ทั้งมือถือสมาร์มโฟน แท็บเลต หน้าจอ widescreen หรือแม้กระทั่ง หน้าจอเล็กๆ อย่างหน้าปัดนาฬิกา (smart watch)

จะสังเกตุเห็นว่า ตั้งแต่ปี 2010 (เริ่มเข้าสู่ยุคการแข่งขันของไอโฟนและแอนดรอย) มีเทคโนโลยีตัวใหม่ๆ ที่พัฒนาเพื่อแก้ปัญหาและข้อจำกัดของเว็บแบบเก่า เริ่มทยอยออกมาตามกันมา เช่น jQuery, HTML5, CSS3 ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมารวบรวม ผสานเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็น เฟรมเวิร์ค (framework) ซึ่งก็คือซอร์ฟแวร์ที่ถูกรวบรวมเข้าด้วยกันเป็นโครงร่างอย่างมีระบบ เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์ อย่างมีประสิทธิภาพ

เฟรมเวิร์คที่พัฒนาขึ้นมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Wordpress, Bootstrap หรือ Foundation ซึ่งเฟรมเวิร์คเหล่านี้ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง และเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ

มันตอบโจทย์ทั้งคนใช้เว็บคนทำเว็บ เพราะทำให้คนใช้เว็บหรือคนดู เห็นหน้าเว็บที่แสดงผลได้สวยงาม พอดี สำหรับทุกหน้าจอ มีการปรับปรุงประสิทธิภาพช่วยให้โหลดหน้าเว็บได้เร็วขึ้น เพิ่มประสบการณ์การดูเว็บบนมือถือขึ้นอย่างมาก ส่วนคนทำเว็บก็พอใจเพราะเทคโนโลยีใหม่ได้ทลายข้อจำกัดทางเทคนิค ในการพัฒนาเว็บลงไปหลายอย่าง ถึงแม้การทำเว็บไซต์จะมีความซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ก็มีเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหา ออกมาให้ใช้มากขึ้นเช่นกัน ปูทางไปสู่การสร้างเว็บแอพพลิเคชั่นยุคใหม่ในอนาคต


ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Responsive Design กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการทำเว็บไซต์ในยุคนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

แต่ทำไมเวลาเปิดเว็บ ยังเห็นเว็บแบบเก่า อยู่เต็มไปหมด ?

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา มีการพูดถึง Responsive Design ในบ้านเราบ้างพอสมควร แต่ต้องยอมรับว่า ไม่คึกคักเลยหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่เขาตื่นตัวในเรื่องของ Responsive Design กันมากจนเป็นเทรนเลยทีเดียว ซึ่งสวนกระแสกับการเติมโตของมือถือและอินเตอร์เนตไร้สายในบ้านเราเองอย่างน่าสงสัย

ผมคิดว่าคนที่ต้องการมีเว็บไซต์ต่างก็อยากให้เว็บของตัวเองดูดี ยิ่งถ้าเปิดบนมือถือแล้วแสดงผลได้ดี ก็ยิ่งชอบ แต่ทำไมเว็บไซต์ที่เปิดด้วยมือถือส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ใช้เว็บแบบ Responsive design คือไม่แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ ยังโดนบีบให้เล็กลงอยู่ดี จะว่าเจ้าของเว็บไซต์ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นก็ไม่ใช้แน่ๆ

หรือว่าเว็บที่เราเปิดดูอาจจะเป็นเว็บที่ทำไว้นานแล้วเลยยังเป็นเว็บแบบเก่าอยู่ ? ก็ไม่น่าจะมีมากขนาดนั้น

ถ้าอย่างนั้นลองไปดูที่ต้นทาง ซึ่งก็คือผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์เลยดีกว่า เพราะเป็นคนออกแบบเว็บไซต์ให้ ไปดูว่าเว็บไซต์ที่ทำให้กับลูกค้าในวันนี้เป็น Responsive design แล้วหรือยัง

ปรากฏว่า ผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์รายใหญ่ๆ ยังคง นำแท็มเพลตหรือเว็บสำเร็จรูปแบบเก่าเมื่อสิบปีที่แล้ว มาให้บริการอยู่เลย (เป็นบริการหลักด้วย) ในขณะที่ผู้จัดทำเว็บไซต์อีกหลายๆ ราย อ้างว่าเว็บไซต์ที่จัดทำนั้นเป็น Responsive design แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ที่สามารถเปิดดูได้พอดีทุกหน้าจอจริงๆ นั้น กลับมีไม่ถึง 10%

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ในเมื่อ Responsive Design มีข้อดีมากกว่า เว็บแบบเก่า แทบทุกด้าน แต่ทำไมผู้จัดทำเว็บไซต์รายใหญ่ๆ รวมถึงอีกหลายๆ ราย ยังคงเลือกที่จะให้บริการด้วยเว็บไซต์แบบเก่า

ผมตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตที่ทำให้ผู้จัดทำเว็บไซต์ โดยเฉพาะรายใหญ่ ยังคงเลือกที่จะอยู่กับเว็บแบบเก่าต่อไป ซึ่งเป็นผลทำสัดส่วนของเว็บแบบเก่ายังคงสูงอยู่ในวันนี้

  1. การเปลี่ยนย่อม หมายถึงการลงทุนใหม่ แน่นอนว่าต้องใช้ทั้งเวลาและมีค่าใช้จ่าย
  2. ต้องใช้เวลา train และสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับบุคลากรที่มีอยู่ ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่แล้ว บวกกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีของ Responsive Design มีการพัฒนา ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ยิ่งยากและช้าขึ้นไปอีกสำหรับผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์รายใหญ่ ที่จะตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีตัวไหน
  3. กระบวนการในการออกแบบเว็บแบบ Responsive Design ต้องใช้ความละเอียดมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น
    ทำให้มีขั้นตอนในการดำเนินการมากกว่าเดิม ซึ่งขัดหลักการของเว็บไซต์สำเร็จรูป ที่มองความรวดเร็วของการปล่อยเว็บไซต์ขึ้นไปออนไลน์เป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของดีไซน์ และ ไม่สนใจเรื่องของการสร้างความประทับใจในการเข้าชมเว็บของคนดู ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการและเจ้าของเว็บไซต์ (แต่ไม่สำคัญกับผู้ให้บริการทำเว็บไซต์สำเร็จรูป)
  4. ถึงแม้ผู้จัดทำเว็บไซต์หลายๆ รายจะเริ่มหันมาใช้ framework ยอดนิยมอย่าง wordpress ซึ่งเป็นของดี แต่ตอนนำมาใช้หากไม่เข้าใจเรื่องของ Responsive Design บวกกับไม่ใส่ใจเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพให้กับลูกค้า หน้าเว็บที่ทำออกมาจึงแสดงผลบนมือถือแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่เรียบร้อยเหมือนที่โฆษณาเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ดีมาน (Demand) หรือความต้องการของผู้บริโภคก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เว็บไซต์แบบเก่ายังคงแพร่หลายอยู่ในเมืองไทย

ผู้ประกอบการหลายๆ รายมากที่ผมเคยคุยด้วย ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าหน้าเว็บของบริษัทหรือกิจการจะเป็นอย่างไร แต่กลับมองว่าแค่มีหน้าเว็บ โชว์รูปสินค้า มีเบอร์ติดต่อก็เพียงพอแล้ว อันนี้น่าเสียดายมาก ซึ่งผมคิดว่าในยุคของการตลาดดิจิตอล และเป็นยุคที่ลูกค้ามีข้อมูลในมือ มีตัวเลือกมาก และมีความเป็นปัจเจกสูง ดังนั้นแค่มีเว็บไซต์เฉยๆ นั้นไม่เพียงพอแล้ว ต้องเป็นเว็บไซต์ที่ดีด้วย ถึงจะเอาชนะใจลูกค้าได้

ใน part#3 ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายของหัวข้อนี้ ผมมีวิธีตรวจสอบง่ายๆ ว่าเว็บไซต์แบบไหนเป็นเว็บไซต์แบบเก่า เว็บไซต์แบบไหนเป็น Responsive Design เทียม ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถทางเทคนิคมากนักก็สามารถเช็คได้ คอยติดตามกันต่อไปนะครับ