"วางใจได้เลยครับว่า เว็บไซต์ที่ทำกับ Goldenduck Studio จะแสดงผลได้พอดี สวยงามทุกหน้าจอ อย่างแน่นอน เพราะเว็บที่เราทำนั้นเป็น Responsive Design ไม่ใช้ เว็บไซต์แบบเก่า

ผมย้ำกับลูกค้าอีกครั้ง ก่อนที่จะลากลับ

ลูกค้าชะงักไป 1 วินาที ก่อนลังเลที่จะถามกลับว่า

“พี่ว่าจะถามเธอตั้งแต่ที่อธิบายพี่ในห้องมีตติ้งละว่า ไอ้ เว็บแบบเก่า เนี่ยตกลงมันเป็นยังไง”

“ช่วยอธิบายอีกทีได้มั้ย ?”

เราเดินกลับห้องมีตติ้งอีกรอบ แล้วคุยกันต่อจนถึงเที่ยงเลยทีเดียว กว่าจะกลับจาก Office ของลูกค้า


คำถามในวันนั้นทำให้ผมฉุกคิด

ถ้าเราพูดถึง การเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างเว็บที่เป็น Responsive Design กับ “เว็บแบบเก่า” คำถามแบบเดียวกับที่คุณพี่ลูกค้าท่านนั้นถามผมเมื่อวันก่อน ก็น่าจะเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจใครอีกหลายๆ คน เช่นกัน ว่า เว็บแบบเก่า คืออะไร ? เก่าแค่ไหน หน้าตาเป็นยังไง เราเคยเห็นมันหรือเปล่า ?

อะไรคือ “เว็บแบบเก่า” ?

เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ว่า “เว็บแบบเก่า” มันเป็นยังไง คงต้องขอท้าวความ ย้อนอดีตกันสักหน่อย

ย้อนกลับไปสักสิบกว่าปีที่แล้ว ระหว่างปี 2003-2010 เป็นช่วงที่เทคโนโลยีที่ใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ค่อยๆ พัฒนาก้าวหน้าขึ้น เอาเฉพาะที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา ก็มี php3/4, joomla 1.x, adobe flash พวกนี้ (ไม่นับรวม HTML, CSS และ Javascript ที่ยังคงเป็นแกนหลักของเว็บเทคโนโลยีมาจนถึงวันนี้)

ด้วยความสามารถของ joomla และ php ทำให้เกิดระบบตะกร้าสินค้า สามารถสร้างเท็มแพลต (template) เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างเว็บไซต์ และฟังชั่นอื่นๆ ตามมามากมาย ซึ่งกลายมาเป็นระบบ เว็บไซต์สำเร็จรูป เรารู้จักกันนั่นเอง

เทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่ในตอนนั้นมีอิทธิพลกับการออกแบบหน้าตาของเว็บไซต์โดยตรง ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคทำให้การออกแบบหน้าตาของเว็บไซต์ทำได้ค่อนข้างจำกัด เรื่องของการแผนตลาดก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ซึ่งผู้จัดทำเว็บส่วนใหญ่ เลือกที่จะทำเว็บออกมาเป็นเท็มแพลต แล้วนำมาให้บริการในลักษณะของเว็บสำเร็จรูป โดยลูกค้าต้องเข้าไปแก้ไขเนื้อหา ลงรูป จัดวางหน้ากันเอง

ปรากฏว่าในเวลานั้น เว็บสำเร็จรูปขายดี ผู้จัดทำเว็บไซต์ก็ happy มาก แค่ออกแบบเท็มแพลตครั้งเดียว ลงมือโปรแกรมให้ดูได้จากหน้าจอพีซีอย่างเดียว ถึงแม้หน้าตาของเว็บที่ออกแบบมาไม่เน้นดีไซน์ ยังไงก็ขายได้

ในช่วงเดียวกันนั้น มีปัจจัยสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ต้องพูดถึงด้วย เพราะมีผลต่อการวงการพัฒนาเว็บไซต์อย่างมากในภายหลัง นั่นก็คือ อัตราการเติบโตของสมาร์ตโฟน

จะเห็นว่า ช่วงปี 2003-2010 วงการมือถือยังอยู่ในยุคที่ Nokia เป็นเจ้าตลาด ช่วงนั้นมือถือจะแข่งกันเรื่องกล้อง และราคาเป็นหลัก สามารถเปิดเว็บได้แต่ยังทำงานได้ไม่ดี(ยังจำได้เลยว่า ยุคที่ black berry ยังฮิต ยังแข่งกับ iphone ปี 2009-2010 แล้ว black berry ก็ค่อยๆ หายไป กลายมาเป็นการแข่งกันระหว่างมือถือ andriod กับ iphone แทน ซึ่งก็เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปี 2011 นี่เอง)

อินเตอร์เนตบนมือถือหรือ 3G ในตอนนั้น ก็ยังไม่แรง จึงไม่ค่อยมีใครใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าอินเตอร์เนต ยังคงใช้พีซีหรือโน๊ตบุ๊กเข้าเว็บเหมือนที่ผ่านๆ มา

การทำเว็บไซต์ในตอนนั้นจึงแทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสมาร์ทโฟน หรืออินเตอร์เนตบนมือถือเลย

เว็บไซต์เมื่อสิบปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เลยมีหน้าตาประมาณนี้

เว็บไซต์แบบเก่า เว็บไซต์สำเร็จรูป

นี่ละครับคือ “เว็บไซต์แบบเก่า” ที่ผมพูดถึง มันคือเว็บไซต์ที่จากเมื่อสิบปีที่แล้ว

สังเกตุได้ง่ายๆ ครับ ลักษณะของเว็บไซต์ที่ยังคงใช้เทคโนโลยีแบบเก่า จะมีลักษณะดังนี้

  • นิยมใช้รูป gif ที่มีแสงกระพริบๆ เพื่อเน้นคำ เช่น hot, click, new เป็นต้น

  • ยังใช้ไฟล์ Flash ในการทำอะนิเมชั่น

  • ข้อมูลในหน้าหลักมักจัดให้อยู่กึ่งกลาง แล้วใส่ไฮไลท์สีสัน ตัวอักษรเล็กบ้างใหญ่บ้าง ผสมปนเปกันมา

  • มีเมนูด้านซ้าย หรือทั้งซ้ายและขวา ซึ่งจะมีรายการสินค้าหรือบริการเป็นลิงค์ ยาวเหยียด

  • ชอบใส่ ตัวนับผู้เข้าชมเว็บไซต์, ปฏิทิน หรือราคาน้ำมัน (สองอย่างหลังเห็นบ่อยมาก แต่ไม่เข้าใจว่าจะใส่มาทำไม ใครทราบเหตุผลช่วยบอกที)

แม้ว่าจะยังไม่มีผลสำเร็จอย่างเป็นทางการ แต่จากการสุ่มตัวอย่างที่ผ่านมา ผมพบว่าเว็บไซต์ในเมืองไทยในตอนนี้ มากกว่า 50% ยังเป็นเว็บไซต์แบบเก่า !!

หมายความว่ามีธุรกิจจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจที่มีเว็บไซต์ทั้งหมด ที่ยังใช้เทคโนโลยีและการออกแบบเว็บไซต์แบบเก่า ซึ่งล้าหลังปัจจุบันอยู่ถึงสิบปี

ปัญหาใหญ่ของ เว็บไซต์แบบเก่า

เว็บแบบเก่ามีปัญหาขึ้นมาทันที นับตั้งแต่มือถือที่เป็นสมาร์โฟนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ประกอบกับ อินเตอร์เนตไร้สายอย่าง 3G/Wifi แพร่หลายมากขึ้นและราคาก็ถูกลงเช่นกัน พฤติกรรมการบริโภคข้อมูลของคนจึงเปลี่ยนตามไปด้วย จากที่เคยเข้าเว็บด้วยพีซี โน๊ตบุ๊ก ก็เปลี่ยนมาใช้มือถือหรือแท็บเลตแทน

ปัญหาใหญ่ของเว็บไซต์แบบเก่าเวลาเปิดดูด้วยมือถือ สามารถสรุปออกมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้

  • 1.

    หน้าเว็บจะโดนบีบเล็กลงจนเท่ากับขนาดหน้าจอมือถือ ซึ่งทุกอย่างจะเล็กลงตามไปด้วยทั้งตัวหนังสือและรูปภาพ ทำให้เวลาจะดูก็ต้องขยายเป็นจุดๆ การกดลิ้งก็ทำได้ยากมาก (จะกดไม่โดนหรือโดนลิ้งอื่นเสียเป็นส่วนมาก)

    เว็บไซต์สำเร็จรูป เปิดด้วย iphone 5 หน้าจอถูกบีบ
    ตัวอย่างของเว็บแบบเก่า เมื่อลองเปิดดูด้วย iphone5 หน้าเว็บจะโดนบีบให้เล็กลง
  • 2.

    ถ้าหน้าเว็บไม่โดนบีบจนเล็กสุดๆ แบบกรณีแรก การแสดงผลก็จะเป็นแบบตรงกันข้ามคือใหญ่ไปเลย ใหญ่ทั้งหมด ทั้งตัวหนังสือ รูปภาพ ในขณะที่การจัดวางก็จะพัง (collapse) ไปเลย ทำให้ดูไม่รู้เรื่อง

    เว็บสำเร็จรูป เปิดด้วยมือถือ android แนวตั้ง หน้าจอใหญ่เกินไป
    เว็บสำเร็จรูป เปิดด้วยมือถือ android แนวนอน หน้าจอใหญ่เกินไป
    อีกตัวอย่างหนึ่ง หน้าเว็บจะใหญ่เกินหน้าจอมือถือไปเลย ถ้าตะแคงมือถือด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่
  • 3.

    เว็บเบราเซอร์บนมือถือ ไม่รองรับไฟล์ flash ไม่แสดงผลนั้นเอง ดังนั้นเว็บแบบเก่าที่นิยมใส่ไฟล์ flash ลงไปเยอะๆ ก็จะมีปัญหาทันที

    เว็บไซต์ไม่รองรับ adobe flash
    เว็บที่ใช้ Flash จะไม่สามารถแสดงผลบนมือถือได้เลย
  • 4.

    ไม่สามารถควบคุมหน้าตาของเว็บไซต์ สำหรับแสดงผลในหน้าจอขนาดต่างๆ กันได้เลย โอกาสที่หน้าจอจะแสดงผลได้ไม่สวยหรือด๋อยไปเลยมีสูงมาก สร้างความผิดหวังให้กับคนดูได้ง่ายๆ

ถึงตรงนี้ เราน่าจะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วล่ะครับว่า เว็บแบบเก่า มีความเป็นมายังไง หน้าตาเป็นอย่างไร

ด้วยความที่เว็บแบบเก่าถูกสร้างมาจากเทคโนโลยีเว็บเมื่อสิบปีที่แล้ว พอเราใช้สมาร์ทโฟนยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีล้ำกว่าเปิดดู มันจึงไม่สามารถแสดงผลได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเรื่องของแสดงผลแล้วหน้าจอเล็ก หรือหน้าจอพัง นั่นก็เพราะเทคโนโลยีมันไม่เข้ากัน ไม่รองรับกันนั่นเอง

แต่ทำไมเรายังเห็น เว็บไซต์แบบเก่า อยู่เต็มไปหมด ทั้งเว็บที่ทำมานานแล้ว (อันนี้พอเข้าใจได้) และเว็บที่เพิ่งจัดทำใหม่ ซึ่งยังได้เป็นเว็บไซต์ที่มีลักษณะของเว็บแบบเก่าจากเมื่อสิบปีที่แล้วเลย

น่าสงสัยใช่ไหมครับ

เราจะมาติดตามกันต่อ ถึงสาเหตุว่าเพราะอะไร เว็บไซต์แบบเก่าถึงยังอยู่ แล้วมันจะอยู่ต่อไปได้ไหม แล้วเว็บไซต์แบบ Responsive จะมีผลอย่างๆไร ทั้งหมดนี้ว่ากันในตอนหน้าครับ